กุ้งเชอรี่ ยอดนิยม

โดย Pank


         กุ้งเชอรี่ เป็นกุ้งแคระ (dwarf shrimp) ชนิดหนึ่งซึ่งนิยมเลี้ยงกันมากในบรรดผู้ที่นิยมเลี้ยงพรรณไม้น้ำ หรือผู้ที่นิยมเลี้ยงฝูงกุ้งแคระ เพราะกุ้งเชอรี่เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายและสีสรรสวยงาม เป็นแทงค์เมททื่ดีสามารถเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงได้ นิสัยไม่ดุร้าย หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงมากจนเกินไป มีประโยชน์ในการช่วยเก็บกินตะไคร่น้ำที่ชอบบดบังทิวทัศน์อันสวยงามภายในตู้ แถมอากาศในบ้านเราก็ยังมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับการดำรงอยู่ของกุ้งเชอรี่ เรื่องอาหารการกินก็ไม่เรื่องมาก สามารถกินอาหารด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปทั่วไปได้ไม่จำเพาะตายตัวต้องกินแต่อาหารสด ด้วยเหตุผลนานานับประการเหล่านี้ ทำให้กุ้งชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในเมืองไทย อีกชนิดหนึ่ง

ชื่อสามัญ : Red Cherry Shrimp
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neocaridina denticulata sinensis (red)
ชื่อไทย : กุ้งเชอรี่


กุ้งเชอรี่จะมีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 2.5 เซนติเมตรหรืออาจจะใหญ่กว่านี้อีกเล็กน้อย สามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีค่า pH 6.6 - 7.0 ได้เป็นอย่างดี ชอบน้ำที่เป็นกรดอ่อนๆ อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 25 - 28 องศา แต่ช่วงหน้าร้อนน้ำอาจจะร้อนขึ้นไปถึง 30 องศา แต่ก็ยังคงอยู่ได้ กุ้งเชอรี่จึงเรียกได้ว่าเป็นกุ้งที่สามารถปรับตัวได้ดีชนิดหนึ่ง โดยปกติแล้วผู้เลี้ยงทั่วไปมักจะใช้พัดลมเล็กเป่าลงบริเวณผิวน้ำ ซึ่งสามารถทำให้อุณหภูมิน้ำในตู้ลดลงประมาณ 1-2 องศา กุ้งตัวนี้เป็นกุ้งที่คนไต้หวันครอสบรีดมาและต่อมาได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย

สีของกุ้งเชอรี่มักจะขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อารมณ์ สภาพน้ำ อาหารและอุณหภูมิ เมื่อใดที่กุ้งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพที่อยู่ การขนย้าย หรือหลังจากการเดินทาง สีของมันจะอ่อนลง ส่วนกุ้งที่อายุยังน้อยจะมีสีอ่อนต้องใช้เวลาในการที่เขาจะพัฒนาสีสรรในตัวเอง เมื่อใดที่กุ้งต้องการผสมพันธุ์หรือกุ้งตัวเมียที่อุ้มไข่จะมีสีแดงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การ inbreeding มักจะทำให้กุ้งมีสีที่อ่อนลง และอ่อนแอเป็นโรคง่าย เหล่านักเพาะพันธุ์กุ้งทั้งหลายจึงพยายามคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ให้เป็นคนละสาย เพื่อเป็นการพัฒนาสายพันธุ์และช่วยให้กุ้งรุ่นต่อๆ ไป แข็งแรงไม่อ่อนแอ อีกทั้งสีสรรก็เข้มขึ้นอีกด้วย

โดยส่วนใหญ่แล้ว กุ้งเชอรี่จะมีสีแดงล้วน ส่วนกุ้งเชอรี่ที่มีลายพาดกลางหลังนั้น จากคำบอกเล่า เป็นกุ้งที่นำเข้ามาจากสิงคโปรและราคาสูงกว่ากุ้งในไทย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้นไม่ทราบได้แน่ชัด เพราะที่บ้านเองก็เลี้ยงจากเชอรี่บ้านๆ บางตัวก็มีลายพาดหลัง บางตัวก็สีแดงทั้งตัวไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราก็ไม่สามารถล่วงรู้ที่มาได้ว่า อาจจะเกิดจากบรีดเดอร์รุ่นก่อนๆ นำมาผสมกันและเกิดมาเป็นลูกผสมก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามทั้งมีเส้นพาดกลางหลังหรือไม่มีนั้น ก็ไม่ทำให้มีการแบ่งแยกความสวยของมันแต่อย่างใด เรื่องเส้นพาดกลางหลังนี้ยังมีการกล่าวอ้างถึง อายุอานามของมันด้วย บ้างก็ว่า ถ้าตัวยังเล็กหรืออายุน้อยอยู่ จะไม่มีเส้นพาดกลางหลัง ถ้าโตแล้วหรือใกล้จะตายถึงจะมีเส้นพาดกลางหลัง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่า ไม่เป็นเรื่องจริง ตัวที่มีเส้นพาดกลางหลังเราก็สามารถสังเกตเห็นได้แล้วตั้งแต่เค้ายังเด็ก หรือขนาดเกือบๆ เซน ซึ่งไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆ ที่เป็นตัวกำหนดว่าเมื่อเค้าแก่หรือใกล้ตายแล้วเท่านั้นจึงจะมีเส้นพาดนั้นปรากฏขึ้น กุ้งเชอรี่ที่มีลักษณะที่ดีนั้น จะต้องมีสีแดงเข้ม ลำตัวสดใสไม่เป็นสีขาวขุ่นซึ่งแสดงถึงเนื้อที่ตายแล้ว และคีบหาอาหารกินอยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของกุ้งนั้นมีนิสัยชอบคุ้ยเขี่ยตามซอกหินเพื่อเก็บกินเศษอาหารหรือตะไคร่ไปเรื่อย

อายุอานามของกุ้งเชอรี่โดยเฉลี่ยแล้ว ก็จะอยู่ประมาณหนึ่งปี อาจจะสั้นกว่านี้หรือมากกว่านี้เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมอาหารการกิน ซึ่งเป็นปัจจัยตัวกำหนดอายุของกุ้ง สัตว์จำพวกกุ้งเมื่อเติบโตขึ้นจะมีการลอกคราบ ซึ่งกุ้งเชอรี่ใช้เวลาในการลอกคราบน้อยมาก แค่ไม่กี่อึดใจหรือใช้เวลาประมาณ 3-5 วินาทีเท่านั้น เมื่อกุ้งเชอรี่ลอกคราบจะเป็นช่วงที่กุ้งมีความอ่อนแอมากที่สุด ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันนี้เองที่กุ้งเชอรี่ตัวผู้จะมีโอกาสผสมพันธุ์กับกุ้งตัวเมีย มันเป็นโอกาสเดียวเท่านั้นที่กุ้งตัวผู้จะทำได้ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของกุ้งตัวผู้ที่จะพิชิตศึกแย่งชิงนางครั้งนี้ เราจะสังเกตได้ที่กุ้งตัวผู้หลายๆ ตัวในตู้จะอยู่ไม่นิ่งจะว่ายวนภายในตู้เพื่อตามล่าหาตัวเมีย เพื่อทำการผสมพันธุ์ เช้ามาเราจะเห็นกุ้งตัวเมียทีเพิ่งลอกคราบไปนั้นไข่เต็มท้อง โดยเฉลี่ยแล้วกุ้งเชอรี่จะออกไข่ครั้งละประมาณ 7-30 ตัว ขึ้นอยู่กับขนาดและความพร้อมของร่างกายกุ้งตัวเมียด้วย แม่กุ้งจะใช้ขาที่อุ้มไข่เหล่านั้นโบกพัดไปมาอยู่ตลอดเวลา เพื่อจัดเรียงไข่ให้เกาะกันอย่างเป็นระเบียบให้อยู่ภายในเปลือกที่หุ้มอยู่ภายนอกอีกที อีกทั้ง ยังเป็นการพัดเอาออกซิเจนในน้ำให้สัมผัสกับไข่ ก็เพื่อผลผลิตเป็นลูกๆ ตัวน้อยที่สมบูรณ์ของเธอนั่นเอง เค้าจะใช้เวลาอุ้มไข่ประมาณ 1 เดือน ไข่ของกุ้งเชอรี่นั้นจะมีทั้งสีเหลือง สีเขียว สีขาว พออาทิตย์สุดท้ายก่อนลูกกุ้งจะดีดตัวออกมา ไข่กุ้งจะเปลี่ยนจากสีขุ่นเป็นสีใสๆ หากมองดีๆ จะเห็นตาของลูกกุ้งเป็นจุดดำๆ 2 จุด แต่หากยังมีไข่ลักษณะขาวขุ่นหลงเหลืออยู่อีกก็แสดงว่า ไข่ฟองนั้นเป็นไข่ฝ่อ

เมื่อลูกกุ้งดีดตัวออกมาจากท้องแม่แล้ว จะเกาะอยู่ในดงมอสอยู่นิ่งๆ ทั้งนี้เพราะยังอ่อนแอมากนั่นเอง ลูกกุ้งจะมีขนาดเล็กมากประมาณ 2 มิลลิเมตร ตัวสีขาวใส โดยส่วนมากแล้วพ่อแม่กุ้งจะไม่กินลูกกุ้ง จึงไม่จำเป็นต้องทำการแยกเพื่ออนุบาลลูกกุ้ง แต่หากจะลำบากซักนิดเมื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เนื่องมาจากลูกกุ้งมีขนาดเล็กต้องสังเกตและระวังให้มากหน่อยเท่านั้นเอง เมื่อลูกกุ้งอายุ 3 วันแรกจะเริ่มเผยโฉมออกมาเกาะเรียงกันอยู่ตามกระจก จากนั้นลูกกุ้งจะมีการพัฒนาขนาดอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เผลอแป๊บๆ ไม่กี่เดือน มันก็จะพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่พันธุ์อีกแล้วค่ะ

 

การดูเพศกุ้งเชอรี่
กุ้งตัวเมีย

โดยส่วนใหญ่แล้วกุ้งตัวเมียจะมีขนาดใหญ่และอวบกว่าตัวผู้ สีสรรก็จะแดงเข้มได้ใจมากกว่า ซึ่งจะสังเกตแยกเพศได้ยากเมื่อกุ้งเชอรี่มีขนาดเล็ก ดังนั้นถ้าจะให้มั่นใจชัวร์ๆ ควรเลือกตัวที่กำลังไข่นั่นเอง
กุ้งตัวผู้
ตัวผู้จะมีขนาดเล็กและเพรียวกว่าตัวเมีย สีสรรจะอ่อนกว่าตัวเมีย ออกใสๆ หัวจะแหลมเรียว สังเกตจากภาพเพื่อเปรียบเทียบ ระหว่างตัวผู้และตัวเมีย

เรื่องอาหารการกินของน้องกุ้งเชอรี่เค้า เราสามารถให้เค้ากินอาหารสำหรับรูปเม็ดจมทั่วไปได้ จะเป็นอาหารปลาแพะ ปลาซัคเกอร์หรืออาหารเต่า และยังมีอาหารสำหรับน้องกุ้งโดยเฉพาะ นอกจากนี้น้องกุ้งยังกินอาหารสดได้ด้วย เช่น หนอนแดง และจำพวกผัก เช่น ผักคะน้า ปวยเล้ง ฯลฯ ใช่ว่าเค้าจะกินได้แต่อาหารจมเท่านั้นนะคะ วันไหนเค้านึกสนุกขึ้นมาก็หงายท้องเท้งเต้งลอยขึ้นมาเกาะอาหารเม็ดที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซะง้าน เห็นแล้วน่าสงสารเพราะรู้สึกว่า น้องกุ้งเค้ากำลังใช้ความพยายามอย่างสูงในการตีลังกากินอาหารค่ะ ไม่รู้จะติดคอบ้างรึเปล่า สำหรับอาหารไม่ต้องให้เค้ามากและให้วันละครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะเค้าสามารถเก็บกินตะไคร่หรือซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในตู้ได้เองโดยไม่ง้อเราซักนิด โดยส่วนตัวเคยเลี้ยงกุ้งเชอรี่ในอ่างไฟเบอร์ โดยไม่เคยให้อาหารเลย เค้าก็ยังอยู่ได้ ออกลูกออกหลานเต็มอ่างเหมือนเดิม อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นใจ ทั้งตะใคร่ที่ขึ้นรอบๆ อ่าง และตะกอนที่เป็นที่อยู่ของหนอนแดง และซากมอสที่ทับถมกันอยู่ในนั้น ทำให้กุ้งเชอรี่ไม่สนใจอาหารที่เราให้เลย ต้องดูดอาหารที่เราให้ไป ออกทิ้งซะด้วยซ้ำ แต่การเลี้ยงในที่เลียนแบบธรรมชาติแบบนี้ ยามที่อยากจะเชยชมความงามของน้องกุ้งนั้นอาจจะยากซักหน่อย คือต้องเพ่งน้องกุ้งเชอรี่ เพ่งนานมากกว่าจะเห็นซักตัว -_-' เล่นเอาหายยากที่จะรอชมเลยล่ะค่ะ อีกนิดก่อนจะจบ..อย่าลืมใส่เศษประการังอันเล็กๆ (แค่อันเดียวก็เพียงพอแล้ว หากใส่มากๆ ค่าน้ำจะเป็นด่าง น้องกุ้งไม่ชอบเอาซะเลย) ไปวางไว้ในตู้ด้วยนะคะ หากไม่อยากใช้ประการังเพราะเห็นว่าเป็นการทำลายธรรมชาติหรือหาไม่ได้ ก็สามารถหาซื้อแคลเซียมนก หรือก้อนแคลเซียม ทดแทนก็ได้ค่ะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมให้กับกุ้งของเรา เพราะน้องกุ้งจำเป็นต้องใช้แคลเซียมในการสร้างเปลือกแต่ละครั้งที่มีการลอกคราบ ซึ่งน้ำในตู้อาจมีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของเค้าค่ะ ยังไงแล้วขอให้มีความสุขและสนุกกับการเลี้ยงกุ้งเชอรี่นะคะ กุ้งเชอรี่เป็นกุ้งเลี้ยงง่ายและราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้หัดเลี้ยงกุ้งมือใหม่ด้วยค่ะ หากราคาแพงมากความสนุกในการเลี้ยงจะกลายเป็นความทุกข์ซะเปล่า เหตุเพราะมัวแต่กังวลกลัวมันตายนั่นเอง อิอิ...

 
 
 


เชิญติดตามอ่านบทความอื่นๆ ต่อไป... คลิ๊ก
 
 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง...
- อยากเลี้ยงกุ้งเชอรี่ มาทางนี้
- เอาใจคนอยากเลี้ยง Red Bee