ตู้กรอง
 
 
 
 
 

กรองบน

       กรองบนนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่ "บน" ตู้ ซึ่งข้อดีก็คือส่วนที่ใส่วัสดุกรองนั้นจะไม่มาเกะกะรบกวน สายตาอยู่ในตู้และไม่กินเนื้อที่ในตู้ด้วย หน้าที่ของกรองบนนี่ก็เหมือนกับกรองอื่นๆ คือมีไว้กรองของเสียทั้งใน รูปของวัตถุและเคมี
       ในที่นี้ถ้าจะให้ผมแบ่งประเภทของกรองบนตามลักษณะที่น้ำไหลผ่านวัสดุกรอง ผมก็ขอแบ่งเป็น 2 แบบ ด้วยกัน แบบแรกขอเรียกเป็นแบบ "เปียก" คือเป็นแบบที่น้ำไหลเข้าไปในกรองบนแล้วก็ไหลเป็นแนวนอน ท่วมวัสดุไปตลอดแล้วจึงไหลกลับลงตู้ไปเป็นสายเดียว อีกแบบหนึ่งคือแบบ "แห้ง" กรองบนในลักษณะนี้จะ ใช้วิธีการปล่อยน้ำด้วยวิธีการจ่ายให้สม่ำเสมอเหนือวัสดุกรอง ซึ่งน้ำก็จะไหลผ่านวัสดุกรองและตกลงสู่ตู้ใน ลักษณะกระจัดกระจาย (ดูภาพประกอบ)

ข้อดีและข้อเสีย
     
ถ้าใช้พื้นฐานที่เราเรียนรู้ด้วยกันมาจากกรองชนิดอื่นๆ ก็พอจะประเมินได้ว่าแบบเปียกนั้น น้ำจะได้สัมผัส กับกรองอย่างเต็มที่ ซึ่งในกรณีนี้ก็รวมไปถึง วัสดุพรุนเพื่อเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย, ถ่านคาร์บอนและวัสดุอื่นๆ ตามแต่ใจอยากจะใส่ด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือในน้ำจะมีออกซิเจนซึ่งแบคทีเรียต้องใช้น้อยกว่าเพราะมีส่วนที่น้ำ สัมผัสกับอากาศน้อย ส่วนแบบแห้งนั้นก็มีปัญหาหลักที่วัสดุจะอยู่กับที่และปล่อยให้น้ำไหลผ่าน ถ้าการกระจาย ตัวของน้ำไม่ดี ก็จะทำให้น้ำไหลผ่านวัสดุไม่ทั่วถึง แต่ข้อดีก็คือน้ำมีพื้นผิวสัมผัสกับอากาศมากกว่า จึงมีออก- ซิเจนละลายอยู่มากกว่า และการตกของน้ำจากระบบกรองที่กระจายตัวลงบนผิวน้ำก็ทำให้เกิดฟองอากาศมาก และในขณะเดียวกันก็ไม่ก่อให้เกิดกระแสน้ำที่แรงจนเกินไปนัก เมื่อเทียบกับแบบแรกที่ปล่อยน้ำลงไปเป็นสาย เดียว

เมื่อกรองอยู่ "บน" ตู้ ทำอย่างไรน้ำถึงจะขึ้นไปได้? วิธีหลักๆ มีอยู่สองวิธีด้วยกัน
       1. คือการใช้ลมดันผ่านท่อขึ้นไป เป็นการทำงานลักษณะเดียวกันกับกรองใต้กรวดที่ใช้ลมดันน้ำ วิธีนี้ ประหยัดดีแต่ได้ปริมาณน้ำน้อย เหมาะกับตู้เล็กที่มีระบบกรองไม่ใหญ่นัก
       2. คือการใช้ปั้มดันน้ำขึ้นไปสู่ระบบกรอง ระบบกรองบนที่มีขายสำเร็จรูปในตลาดในตอนนี้พอจะแบ่ง ได้เป็น 2 แบบหลักๆ
              21. แบบแรกจะใช้ปั้มน้ำแบบที่จมน้ำได้ ใส่ลงไปในตู้แล้วก็ต่อท่อให้ปั้มน้ำขึ้นไป ข้อดีก็คือ มั่นใจได้ ว่าปั้มน้ำจะอยู่ในน้ำได้ตลอดเวลา (อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ขอให้ติดตามอ่านต่อไปแล้วจะเข้าใจความหมายว่า เป็นอย่างไร) แต่ข้อเสียก็คือ การทำงานของปั้มน้ำทำให้เกิดความร้อนซึ่งจะถูกระบายผ่านน้ำในตู้ปลาของเรา ทำให้อุณหภูมิของน้ำในตู้เราสูงขึ้น อีกข้อที่น่าเป็นห่วงคือ ปั้มน้ำเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้ากับน้ำนั้นเรา เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กว่าไม่ควรให้มาอยู่ด้วยกัน และโอกาสที่จะมีไฟรั่วเกิดขึ้นอยู่ในตู้เพื่อรอช็อตคุณใน โอกาสที่เหมาะสมก็จะเกิดขึ้นได้ อันตรายมากนะคะ ใครใช้ระบบกรองที่มีปั้มน้ำจนอยู่ในน้ำ ทุกครั้งที่จะเอา มือจุ่มน้ำอย่าลืม!! ถอดปลั๊กไฟของปั้มก่อนนะคะ




              2.2 แบบที่สองนี้ ปั้มน้ำจะอยู่เหนือน้ำ แต่จะมีท่อส่งลงไปดูดน้ำขึ้นมาจากตู้ ซึ่งน้ำในตู้นั้นก็ต้องสูง ถึงระดับที่ปั้มสามารถจะดูดได้ปั้มถึงจะทำงาน ข้อดีของระบบนี้คือเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่นอกตู้ปลา ไม่ต้องกลัว ถูกไฟช็อตไฟดูด เวลาจะล้วงจะจัดอะไรในตู้ปลาก็สะดวกและสนิทใจ และอีกข้อก็คือความร้อนส่วนใหญ่ของ ปั้มจะระบายออกไปสู่ชั้นบรรยากาศไม่ทำให้น้ำเราร้อนขึ้นโดยใช่เหตุ แต่ปัญหาที่เจอมาล่าสุดก็คือ ถ้าคุณ ปล่อยให้น้ำแห้งจนถึงระดับที่น้ำดูดไม่ขึ้น ปั๊มก็จะทำงานแห้งๆ และก็เกิดความร้อนสูงขึ้นจนกระทั่งลุกเป็นไฟ และเผาทุกอย่างในรัศมี ซึ่งปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับระบบที่เอาปั๊มจุ่มลงไปในน้ำ (2.1) ให้ลึกๆหน่อย




       ทั้งนี้และทั้งนั้นเรื่องอุปกรณ์ไฟ้ฟ้า เราควรใช้ปลั๊กต่อแยก ลงทุนอีกเล็กน้อย ซื้อแบบที่มีฟิวส์ไว้คอยตัด เวลาเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นทำงานทีเดียว คุ้มยิ่งกว่าคุ้มค่ะ...